Spiga

สนทนาประสาสมัครครั้งที่2 / Talking in Samak's Style on sunday Feb 17th

video


รายการ"สนทนาประสาสมัคร" วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2551
ถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

สวัสดีครับท่านผู้ชมที่เคารพ ผมสมัคร สุนทรเวช นะครับ

มาสนทนาประสาสมัคร เหมือนอย่างเคย วันอาทิตย์ 08.30 น. หลังพระเทศน์จบนะครับ ก่อนอื่นต้องเรียนว่า รายการคงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าอะไรเป็นอย่างไรมา และชี้แจงอะไรที่ขัดข้องกับเรื่องอาทิตย์ที่แล้วนิดหน่อย และต่อไปก็จะคุย สารคดีวันนี้ก็คือเรื่องแก้เศรษฐกิจ เพื่อเศษสตางค์ ก็จะอยู่ท่อนหลัง และเศษ 3 ส่วน 4 ของเวลาทั้งหมดก็จะคุยเรื่องที่ว่า

อยากจะเริ่มต้นตรงนี้ครับว่า เมื่อคราวที่แล้วพอออกอากาศไปแล้ว คนวิพากษ์วิจารณ์น่าดู วิพากษ์วิจารณ์บอกจัดอะไร นั่งเห็นทั้งตัว พุงพุ้ย ผมบอกผมได้ต่อว่าไปแล้ว พวกนั้นมาดูทีหลังเพราะผมต่อว่ากลางอากาศเลย ก็ว่าเสร็จเรียบร้อย วันนี้ก็จัดการครับ นั่งโต๊ะมีแขน มีที่วางเรียบร้อยครับไม่มีปัญหา อธิบายเสร็จเรียบร้อยก็ต้องบอกว่า เล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องโดนวิพากษ์วิจารณ์ครับ ทำไมต้องเช็ดจมูกด้วย มันเป็นเรื่องของว่า ขนจมูกวันไหนถ้ามันไม่ยาว ถ้ามันยาวก็โกนๆ ไปหน่อย เวลาคนพูดนานๆ น้ำลายมันออกมาอยู่ตรงนี้ครับ เราก็รำคาญก็เลยต้องเช็ด ขอให้อภัยเลยครับมันเป็นพฤติกรรมส่วนตัวเล็กน้อย จะพยามยามไม่ให้เช็ดบ่อยหนัก มันก็จะมาเปียกๆ คาๆ อยู่ตรงนี้ ต้องชี้แจงนะครับ ไม่อย่างนั้นก็บอกว่าบุคลิกลักษณะท่าทางไม่ดี เคราะห์ดีวันนี้ไม่ไอนะครับ เดี๋ยวไอจะโดนว่าอีก

รายการวันนี้จะเริ่มต้นด้วยการขอบคุณ ท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ขอบคุณบริษัท ฟาร์ติมา ทำไมต้องขอบคุณ ก็เพราะเหตุว่า มีคนเล่นไม่ค่อยดีกับรัฐบาลนี้ เริ่มต้นก็จัดรายการเลย พูดเสียหาย ท่านอธิบดีและรัฐมนตรีท่านเก่งครับ ให้บริษัทชี้แจง บริษัทก็ชี้แจง ท่านอธิบดีชี้แจงหน่อย 3โมงเย็นท่านอธิบดีชี้แจง เรียบร้อยครับ เห็นได้ชัดเลยครับ เห็นไหมครับว่า เอาความไม่เข้าท่ามาให้รัฐบาล ให้คนในรัฐบาล มาถึงก็ต้องถอดถอนรายการไปเอง คือว่าเขาโครมๆ แล้วก็ถอนรายการออกไป แล้วก็บอกว่าผมสั่งให้ถอน ขอบคุณทั้ง 2 เลย ทั้งอธิบดีและบริษัทจริงๆ ให้คนทั้งประเทศได้เข้าใจว่า เขาเล่นสกปรกกันแบบนี้ ต้องขอบคุณรายการนี้ที่ให้ผมได้มีช่องทางได้มีโอกาสมาชี้แจงเรื่องอย่างนี้ เรื่องหนึ่งแล้วนะครับ

ถัดไปเรื่องทีวีที่จะทำช่องไหนดี ผมเรียนแล้วเลยวันนั้น ครั้งแรกที่มาบอกจะเปิดทีวีช่องใหม่ เท่านั้นแหละ ผมก็นึกสนุกขึ้นมา คุณคอยดูแล้วกันว่าเป็นอย่างไร วิพากษ์วิจารณ์กันใหญ่ เลยกลายเป็นว่า เหมือนกับผมโยนหินถามทาง วิพากษ์วิจารณ์กันน่าดู เสร็จแล้วไปมา สุดท้ายผมก็รำคาญเต็มที ผมก็บอกชี้แจงในวันให้สัมภาษณ์ว่าผมจะทำอย่างไร ผมจะปรับปรุง จะใช้ภาษาอังกฤษเดี๋ยวจะโดนว่า ว่าจะอัพเกรดช่อง 11 ให้เป็น modren 11 ใช้สำนวนช่อง 9 เขานะครับ พอเสร็จเรียบร้อยอย่างนี้ ผมจะทำช่องนี้ ตั้งใจว่าจะทำให้ดีเลย หมายความว่า ใช้เวลาตรวจสอบมาทั้งอาทิตย์ ก็คือว่า จะมีโฆษณาเป็นเฉพาะโลโก้ได้ไหม ไม่โฆษณาสินค้า ดูแลต่างๆ หมด อันไหนที่มันเย็นชาจืดชืดก็จะทำให้มีความทันสมัย พูดชัดเจนเลยครับว่า ทำ ทีวี ช่อง 11 ให้ทันสมัย การเสนอข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ต้องเชียร์รัฐบาล ตรงไปตรงมา ช่องไหนเขาทำอย่างไรทำเหมือนกับเขาเลย แล้วทำไมรัฐบาลโฆษณาชี้แจงตัวเองอย่างไร บอกมี ก็รายการผม อาทิตย์หนึ่งวันหนึ่ง 27 ชั่วโมง เอา 7 คูณได้เท่าไหร่ ผมใช้ชั่วโมงเดียวแล้วผมจะมานั่งด่ารัฐบาลเองมันคงไม่ใช่ ผมก็ต้องมาสนับสนุนมาชี้แจง ไม่น่าเกลียดนะครับ พูดเองชี้แจงเอง รัฐมนตรีเขามาออกรายการก็ต้องพูดเกี่ยวกับกระทรวงเรื่องงานของเขาเอง เท่านี้พอแล้วครับ นอกนั้นที่ไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่นายกฯ ว่าเลยครับให้ความทันสมัย ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์อีกว่าควบคุมสื่อ ให้สื่อเป็นอิสระยิ่งขึ้น แล้วสื่อรัฐบาลด้วย จะให้เขาเป็นอิสระยิ่งขึ้นไม่ดี เรื่องนี้ไม่ได้ครับ ใครพูดอย่างนี้ ท่านผู้ชมทั้งหลายก็ดูแล้วกันว่ามันคิดแบบอะไรอย่างไร ก็ชี้แจงเรื่องทีวีนะครับ รับรองทำได้นะครับ และทำแน่ เมื่อวานพอพูดไปมาแล้วนักวิชาการออกมาแล้ว ทำไม่ได้ ช่อง 11 ปรับปรุงไม่ได้ กฎหมายที่ออกมาครอบคลุมถึงช่อง 11 ผมบอกเกิดเหตุแล้ว พูดไปก็อายคนทั้งประเทศ จะมาออกกฎหมายไว้ให้ตัดเป็นช่อง เอาไปทำ ยังไม่ทันจะลงมือกันเท่าไหร่ บอกทางนี้จะทำ อ้าขาผวาปีกมา ไม่ได้ ช่อง 11 ปรับปรุงไม่ได้ ผมบอกไม่เข้าท่า อย่างออกความเห็นดีกว่าอย่างนี้ ก็คอยดูแล้วกัน ว่าจะทำได้ไม่ได้อย่างไร และถูกต้องตามกฎหมายด้วย

ถัดไปก็เรื่องชอบกลในการเสนอข่าว ชอบกลอย่างไร เรื่องแรก พูดจากันดิบดีเรียบร้อย ทีแรกก็บอกว่าผมจะมาออกมติ ครม. ไม่ใช่ อธิบายว่าเป็นเรื่องที่ 6 พรรค มารวมกัน ตอนหาเสียงก็พูดเหมือนกัน 30% ตอนหาเสียงนะครับ เอาไหม ตกลงก็มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เขาไปพูด เขาไปจัดการไปเจรจาไปคุยกันกับต่างชาติ เขาเกี่ยวข้อง เขาเกี่ยวตะขอกันอยู่ ทุกอย่างก็ส่งใส่ไม้ใส่มือกันเรียบร้อย ไม่น่าจะเป็นปัญหา เขาบอกเรื่องละเอียดอ่อน ไม่น่าพูด เดี๋ยวเงินบาทแข็ง เดี๋ยวบาทอ่อน แค่หลุดปากไปคำเดียว บอกว่า คงให้เวลาเขา 2 เดือน ดูว่าจะคืบหน้าไปอย่างไร ไม่ได้คิดอะไรอื่นเลย เสนอข่าวเอาตรงนี้เลยทันที สมัครคาดใช้เวลา 2 เดือน มันก็เสร็จสิครับ แสดงว่า หัวหน้ารัฐบาลไปกำหนดเวลา เป็นสัญชาตญานของคนที่จะให้เวลา ให้เวลาก็ประมาณการณ์ไว้หน่อย ไม่ได้เลยครับ เอาไปขึ้น สมัครคาดการณ์ให้เสร็จ 2 เดือน กลายเป็นว่า รัฐบาลยุ่งอีก ความจริงรัฐบาลต้องดูแล และเป็นการภายใน และรัฐมนตรีคลังเป็นตัวเกี่ยวข้อง อธิบายจนอย่างดี ผมตรวจสอบแล้ว ที่ผมพูดอย่างดีไม่ออก เอาไปเขียนข่าวออกเองเลยว่าเป็นทำนองคาดการณ์ นิเป็นเทคนิคของการเสนอข่าวร้ายให้รัฐบาลเขาทำแบบนี้ครับ พูดจาดี อ่านแล้วเขาฟังก็เข้าใจดี เอาคำที่บอกว่า ก็รอดูเขาสัก 2 เดือน จะอธิบายให้รู้นะครับตรงนี้ว่า ไม่ยุ่ง เป็นเรื่องรัฐมนตรีคลังเขาจะไปดูแล สมาคมพ่อค้า อะไรต่ออะไร คุยกันไปครับ รัฐบาลไม่ว่า แต่รัฐมนตรีคลังเขาก็พูดกับธนาคารชาติ ถ้าลองอย่างนี้นะครับ พูดกันเข้าหูตรงไปตรงมา จะดูสิว่าใครจะตะแบงทำข่าว ตะแบงให้มันเสียหายอีก

ข่าวตะแบงที่ 2 คืออะไร ท่านผู้ชมนั่งดูจะเห็นนะครับว่า คุณหมอสุรพงศ์ สืบวงศ์ลี ต้องตอบคำถามเรื่องจะเอา 111 คนมา คุณหมอท่านเป็นสุภาพบุรุษ ท่านก็ไม่รู้ว่าใครในพรรคพลังประชาชนพูดหรือเปล่า ท่านก็ตอบ ผมดูแล้วว่า หมอสุรพงศ์ ไม่เคยเป็นอย่างนี้ ตอบหลบไปเลียงมา รู้ทันทีเลยว่า ไม่ใช่เป็นต้นต่อข่าว แต่ถูกยัดใส่ปาก แต่ความที่เป็นสุภาพบุรุษ กลัวว่าใครในพรรคจะพูด กลัวว่าท่านนายกฯจะพูดไป พอเสร็จเรียบร้อย พอศุกร์ 11 โมงครึ่งผมสัมภาษณ์ มาเลย ถามผม 111 คนจะเอามาเป็นรัฐวิสาหกิจ ผมถามว่าใครบอก เขาบอกคุณหมอสุรพงศ์ ผมบอกคุณอย่ามาพูดอย่างนี้นะ คุณหมอสุรพงศ์พูดอะไร เขาแสดงความเห็นอึกอักๆ เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของคุณไปยัดใส่ปากถามเขา เสร็จแล้ว คุณมาถามผมอย่างนี้ ผมบอกได้เลยว่า คุณไปเอาต้นต่อมา ถามว่าใคร บอกมาว่าใคร ฉบับไหน คนไหนที่พูดเรื่องนี้ ตอบไม่ได้ครับ อย่างนี้ภาษาชาวบ้านเขาเรียก เต๊า กันนะครับ เต๊าออกมาแล้วมาเล่นกันอย่างนี้ เสียหายเห็นไหมครับ ผมพูดเฉียดไปหน่อยเดียวว่า เอาสักครึ่งทาง อีกครึ่งทางก็ดูเรื่อง 111 คนที่จะไปออกนิรโทษกรรม เท่านั้นก็โดนว่าแล้วครับ จะว่าผมก็หุบปาก ตามใจ รัฐธรรมนูญ 3 เดือนจะเลิกค่อยว่ากัน ไปสักครึ่งทาง คือ 2 ปี พูดแค่นั้น ว่า 2 ปีจะทำเรื่องนิรโทษกรรม โดนว่า แล้วอยู่ดีๆ พึ่งว่าไปหยกๆ เป็นไปได้อย่างไรครับ จะไปเอา 111 คนมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ เป็นไปไม่ได้ครับ ผมบอกเลยเป็นไปไม่ได้ และผมก็ไม่เห็นด้วย บอกได้เลยว่า ใครจะมีตัวคิดสุดแล้วแต่ แต่ว่าก็ต้องปิดแหล่งข่าว คุณปิดไว้สิ ผมไม่ว่า แต่ว่านายกฯ พูด รัฐมนตรีคลังก็ต้องยืนยันต่อไปด้วยว่า ไม่มี คิดยังไม่คิดเลยครับ แล้วไปเสนอข่าวอย่างนี้ แสดงว่าไปเสนอข่าวให้พรรคพลังประชาชนเสียหาย เสนอข่าวให้ทางรัฐบาลเสียหาย ใครจะคิดตรงนั้นไม่คิด แต่เสนอข่าวกันแล้ว พวกนี้จะบ้าหรือไง ผมไม่เห็นด้วยที่คุณว่า 111 คนผิด แต่สภาพสังคมเป็นอย่างนี้ ก็ปล่อยเขาไปอย่างนั้นไม่ต้องยุ่ง วันนี้ที่พูด ต้องการย้ำว่า ไม่ครับ ใครเป็นคนเสนอข่าวเป็นคนรับผิดชอบ มันน่าประหลาดตรงพวกเสนอข่าวไม่ต้องรับผิดชอบ คือเต๊าเอาข่าวออกมา เอาข่าวออกมาให้เสียหาย

เสียหายที่ 3 เรื่องไหนครับ ออกข่าวเอิกเกริกเลย อนุกรรมการ กกต. จัดการตัดสินใจแล้วให้ใบแดงยงยุทธ ติยะไพรัช ออกข่าวอันเอิกเกริก คนนั้นพูดคนนี้พูด โยนลูกกันทั้งเมือง แล้วจริงๆ เป็นอย่างไร ตอนนี้คุณสดศรี ต้องตั้งกรรมการสอบ เถียงกันเอง ความจริงคุณสดศรีท่านไม่ต้องตั้งก็ได้ ผมจะบอกให้ฟังก็ได้ว่า เรื่องนี้ คนที่เขาเป็นประธาน อนุกรรมการ เขาสอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขายังไม่ได้ให้อะไรใครอย่างไร เขาไม่ได้พูดสักคำ แปลว่าอย่างไรครับ มันมีวิธีการที่จำทำลายล้างกัน ทำลายล้างกับรัฐบาลนี้ กับพรรคพลังประชาชนด้วย ก็เอาเรื่องนี้มาเล่น อนุกรรมการ เสร็จไม่เสร็จไม่รู้ เขาไม่เคยพูดว่าให้ใคร ไปๆ มาๆ ทำเหมือนกับข่าวรั่ว ปล่อยข่าวออกมาให้แล้วใบแดง วิจารณ์กันทั้งบ้านทั้งเมือง เคราะห์ดีที่ท่านประธานสภาฯ ท่านก็เป็นมวยหลัก ตั้งหลักได้ทัน ก็ตอบชี้แจงไปว่า ข่าวออกมาว่า หน้าถอดสี โธ่! ทำไมไม่เอากล้องไปด้วย ถ่ายให้ดูหน่อยสิ ว่าหน้าถอดสีเป็นอย่างไร หน้าเข้มและหน้าซีดเป็นอย่างไร สำนวนเท่านั้นเองครับ ประธานฟังแล้วหน้าถอดสี เค้าไม่ถอดสีหลอกครับ คนที่เขารู้ว่าเขาทำอะไรอย่างไร แค่ไหน เขาโดยอะไรอย่างไง เขาไม่ถอดสีหรอก เรื่องอย่างนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างเรื่อง 30% เรื่อง 111 จะมาเป็นกรรมการ นี้แหละครับ จุดสุดท้าย แสดงให้เห็นว่า มีคนเอาข่าวพรรณอย่างนี้มาทำสกปรก ให้มันเสียหาย เสียหายประธานสภาฯ ไหมครับ เสียหายครับ ผู้คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข่าวรั่วจริง รั่วไม่จริง ผมยืนยันว่าไม่รั่ว ใครจะว่าอย่างไร เชื่อผมไหมว่าไม่รั่ว ออกข่าวอย่างนี้เพื่อต้องการอะไร ต้องการให้กระทบกับ กกต. ทั้ง 5 คน อย่างนี้ว่าอย่างนั้น คนเขายังไม่ทำอะไรอย่างไรเลย ปล่อยให้ธรรมดา ผมเวลาอะไรผมป้องกัน กกต. ตอนเลือกตั้ง ผมก็ป้องกัน กกต. เลือกตั้งแล้วก็ยังป้องกันอยู่

ผมบอกเลยว่า มาจนถึงวันนี้ เลือกตั้งกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง พอเลือกตั้งเสร็จ ทั่วโลกก็ชมเชยว่าประเทศไทยเลือกตั้งดี ก็เพราะ กกต. เขาทำงาน มีคนไปแทรกแซง กกต. อยู่ข้างหลัง ผมบอกเลย ผมกัน กกต. โดยทันที และผมแสดงให้เห็นเลยว่า มีจริงไหนม และลาออกไปจริงไหม เข้ามาจริงไหม คนเข้ามาแล้วไม่ได้ใช้เงินจริงไหม จริงทั้งนั้นครับ แต่พวกเสนอข่าวไม่ชอบเสนอความจริงตรงนั้น ไม่เสนอครับ เราก็บอกก็ชี้แจง บอกพอแล้ว เขาถอยออกไปแล้วก็พอแล้ว กกต. ก็เป็น กกต. ตอนนี้กำลังทำงาน กำลังจะเลือก ส.ว. ก็ให้ท่านทำให้ตลอดรอดฝั่งนะครับ คือว่า 5 ท่าน ผู้พิพากษา 4 อัยการ 1 จะด้วยอย่างไร เป็นเรื่องในประเด็นของท่านเอง แต่ทั้งหมดแล้วต้องถือว่า คณะกรรมการ กกต.ชุดนี้ได้ ทำคุณให้บ้านเมืองนี้ คือมีการเลือกตั้ง จัดการเลือกตั้ง เสร็จเรียบร้อย ใครจะขอมาแทรกมาแซงต่างๆ ท่านก็ดำเนินการของท่านจนเสร็จ สุดท้ายเขาต้องชมเชยว่าการเลือกตั้งของประเทศไทยเรียบร้อย ไม่มีข่าวอื้อฉาว จะใบเขียว ใบแดง อะไรก็ว่ากันไป ผมบอกจริงๆ ว่าเป็นหน้าที่ของผมจะต้องดูแล ไอ้พวกเล่นไม่จบนะครับ ยังมีนะครับ หัวหน้าหน่วยงานได้ส่งคนออกไป ยังตามไปขู่ไปเข็น ยังทำอยู่ครับ มือที่มองไม่เห็น ยังดำเนินการอยู่ แต่ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของผมเองครับ ไม่เลิกครับ มีรัฐบาลแล้วจนถึงบัดนี้ยังไม่เลิก ไม่เลิกเรื่องไหนครับ เรื่องรังควานเรื่องการเลือกตั้ง ยังดำเนินการอยู่ เอาละ ใครเป็นหัวโจกดำเนินการคุณก็ระมัดระวังตัวคุณให้ดีแล้วกัน ต่อไปนี้ต้องใช้มาตรการถามว่า คุณทำทำไม คุณจะเอาอะไร คุณต้องการจะทำลายล้างพรรคการเมืองนี้ ใครสั่งต้องได้ตัวแน่นอนครับไม่มีปัญหา ต่อไปนี้ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ทำอะไรให้ขุ่นมัวนะครับ แต่ถ้าไม่พูดให้รู้อย่างนี้ ไม่เลิกครับ ยังไม่เลิก ยังเอากันอยู่ ยังพยายามกันอยู่ ผมไม่อยากจะพูดแล้วไอ้มือที่มองไม่เห็นเนี่ย

ท่านนายกฯ:ต้องได้ตัวแน่นอนไม่มีปัญหาหรอกตอนนี้ที่พูดจานี่ไม่ได้ทำอะไรให้ขุ่นมัวนะครับแต่ถ้าไม่พูดให้รู้เสียอย่างนี่ไม่เลิกครับ ยังไม่เลิก ยังเอากันอยู่ ยังเอากันอยู่ ยังสั่งกันอยู่ ผมนะไม่อยากจะพูดแล้วไอมือที่มองไม่เห็นแล้วจะต้องพูดให้รู้ซะ เพราะว่า ยังดำเนินการอยู่ คนในต่างจังหวัดยังรายงานเข้ามาอยู่ว่าความสกปรกยังแพรไปข่มขู่อยู่ไม่น่าเชื่อทั้งๆ ที่มีรับบาลแล้วผม เอาละครับผมจะเล่าให้ฟัง ผมตรงไปตรงมาอย่างนี้แหละครับ แต่ผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมพูด อย่าลืมนะครับ ท่าน กกต.ท่านเชิญชวน จะทำงานอะไรต่างๆ ผมก็ต้องมีหน้าที่เสนอรัฐบาล ท่านจะเลือกตั้ง สว.ก็ขอให้ดำเนินการให้เรียบร้อย

จะอย่างไรหน่วยงานราชการทุกหน่วยก็ขอให้ความสนับสนุนไม่มีปัญหาอื่นครับ วันนี้ต้องพูดถึงท่าน ก็เพราะเหตุว่า คณะอนุกรรมการก็โดนคนทำสกปรกทำสกปรกเพื่อให้ กกต. 5 คนเดือดร้อนอีก ว่ารายงานมาอะไรอย่างไร เสียหายครับ ถ้ามันไม่มีอะไรก็ปล่อยไปตามธรรมชาติมันจะออกหัวออกก้อยก็ตามธรรมชาติ ผมไม่ว่าอะไรได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย ทีนี้ ถัดไปก็พูดถึงเรื่อวว่าวันนี้ก็โดนตำหนิอีก คือผู้สื่อข่าวเขาชอบคอยตำหนิ คือไปไหนที่มีรายการโผ่ขึ้นมาแล้วไม่บอกก็ถูกต่อว่าครับ เชื่อไหมครับที่แล้วมาคือยังไม่มีอะไรที่เป็นสาระสำคัญมากมาย ผมก็ไม่เก็บว่าเด็กทำอะไรแต่ไรมา แต่ถ้าว่าการประชุม ครม.วันอังคาร พอวันพุธ เขาบอกว่างดประชุมสภา งดวันพุธ งดวันพฤหัส ผมก็รู้สึกงง งด อ้าวงั้นทำงานตามหน้าที่ถวายเจ้านาย คือว่า เราเป็นกรรมการที่จะต้องไปดูแลเรื่องงานพระบรมมศพ ก็จัดการไปดู สิบโมงเช้าคิดจะไปดูถูกต่อว่าว่าไม่บอกไปกันเต็มหมดครับ เขาแจ้งแต่แจ้งกระทันหันหน่อย นั่งไปเต็มหมดไปรอผมเลย ผมจะไปเงียบๆ ธรรมดา อ้าวเขาแจ้งเสร็จเรียบร้อยไปรอผม รถไปติดอยู่ยมราช ไปช้าไป 25 นาที เสียหายครับ ผมก็จะไปดูเรื่องการตรวจซ้อมใช้รถอะไรต่างๆ และก็ไปดูบริเวณสนามหลวง จะขยับที่ทางอะไรอย่างไร และบ่ายก็จะไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ก็ไม่มีอะไรอื่น ที่ว่าที่จะบอกก็คือว่า วันนี้ต้องว่าผมอีก เพราะว่า วันนี้มีงานพระพุทธศาสนา ทำสนามหลวงไม่ได้ก็ต้องไปทำสวนลุม และก็ทางพระท่านก็แจ้งมาท่านนายกฯจะไปผมก็ต้องไป วันนี้บ่าย 2 โมงผมจะไปสวนลุม ไม่มีหรอกครับ สมมุติว่าเช้าวันนี่ ผมจะไปบอกใครก็ไม่ได้ เดี๋ยวเดือดร้อนคนรับฝากเดือดร้อน ก็บอกเสียตรงนี้ผมจะไปสวนลุมบ่าย 2 โมง คุณจะไปทำข่าวหรือไม่ทำก็สุดแท้แต่ แต่ก็อย่ามาว่าอีกแล้วกันว่าไปไหนไม่บอก ทีนี้ก็ตัดไปก็ ถึงเรื่องที่ตั้งใจจะมาคุยวันนี้นะครับ มาคุยวันนี้
วันที่ 21 เป็นวันมาฆบูชา วันมาฆบูชาก็ทุกคนจะต้องเข้าใจจะต้องรู้อะไรอย่างไรนะครับ จาตุรง สันนิบาท อย่างโน้น อย่างนี้ อะไรต่างๆ เรียนหนังสือมาต้องรู้กันหมดแล้ว ที่รู้ก็คือว่า ขอได้อ้างอิงพระพุทธศาสนาหน่อย ผมนี่แหละครับ ใช้ธรรมะ ใช้หลักการทางพระพุทธศาสนา เอามาใช้ในการบริหารบ้านเมือง คือถ้าเราศึกษาเรื่องพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เรื่องมาฆบูชา ไม่ใช่วันวิสาขบูชา วิสาข นั้นคือ ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพาน ประถมเทศนานะ วันนั้น ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพานนี่ วันเดียวกันทีนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้นี่สมัยเด็กต้อเรียนนะครับ สมัยนี้ไม่รู้มีหรือเปล่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรพระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัตย์สี่ เรื่องทุกข์ สมุทัย นิโรค มรรค อธิบายความง่ายๆ ก็คือว่า ท่านได้ตรัสรู้ว่าการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย เป็นทุกข์ในหลักพระพุทธศาสนา เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าต้องไปหาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ถึงจะรู้ว่า เมื่อมันดับทุกข์แล้ว มันมีความสุขอย่างไร

และสุดท้ายก็สอนหนทางไปสู่การดับทุกข์ ทุกข์ก็เห็นแล้ว สมุทัยก็ทำให้เกิดทุกข์ นิโรคก็การดับทุกข์นี่ ทำสงบอย่างไรและก็ มรรคก็คือหนทางดับทุกข์ ผมได้คุยเสมอ เรื่องจราจรติดขัดก็เป็นทุกข์ครับ เงินเดือนน้อยก็เป็นทุกข์ ไม่มีเงินใช้ก็เป็นทุกข์ มีเงินมากก็เป็นทุกข์ และทำอย่างไร ความทุกข์ต่างๆ เหล่านี่ วันนี่ราคาสินค้าแพงโดยไม่มีเหตุผลย่อมเป็นทุกข์แน่นอน เอาลองฟังดูครับ

ผมได้รับความทุกข์ของพ่อค้าแม่ค้ามาฟัง ลองฟัง ลองปล่อยให้ดูซิว่าพ่อค้าแม่ค้าแสดงความเป็นทุกข์อย่างไรครับ ลองเอาออกมาให้ดูซิว่า ออกแล้วหรือครับ ไม่มีภาพให้ผมดูด้วยหรอผมดูด้วยก็ได้นิวันนั้นพ่อค้าแม่ค้าต่อว่านะ ออกไปแล้วหรอ ไม่ได้หรอกครับ ผมก็เหมือนกำกับอยู่ตรงนี้เพราะไปดับหมด 3 ช่อง ไม่รู้ช่องไหนถ่ายภาพผมอยู่ เอาละฟังแม่ค้า

แม่ค้า: สิ้นค้าช่วงนี่ ท่านนายกฯมีนโยบายหรือวมีข้อคิดเห็นอย่างไรในการขึ้นราคา เพราะไม่ว่าจะเป็นข่าวหรือว่าเป็นไข่ หรือว่าสินค้าที่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ตอนนี้ทุกอย่างก็ถูกปรับตัวขึ้นราคาสูงหมด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน หรือว่าราคาน้ำตาลทราย ราคาน้ำปลา สินค้าที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวันอย่างนี่ค่ะ ก็อยากให้ท่านนายกฯมีคำตอบให้กับประชาชนทุกคนด้วยค่ะขอบคุณค่ะ

แม่ค้า: ค่ะก็อยากให้ท่านนายกฯ เพราะว่าตอนนี้มีแม่ค่าหลายคนที่ค้าขายข้าวแกง หรือว่าอาหารตามสั่ง เขาจะบอกว่าของพวกนี่แพงมากกๆ เลยนะค่ะก็อยากให้ท่านนายกฯ ฝากตรงนี้ด้วยนะค่ะเพราะว่าของทะเลอะไรตอนนี้ก็แพงมากๆ เพราะว่า อย่างค่าน้ำมัน ตอนนี้ก็เดือดร้อนกันไปหมดนะค่ะตรงนี้ก็ขอฝากท่านนายกฯด้วยนะค่ะ

แม่ค้า: ก็อยากบอกช่อง 11 ก็อยากฝากบอกท่านสมัครนะค่ะ ตอนนี้ท่านก็เป็นนายกฯแล้วค้าขายตอนนี้ก็ตกต่ำซบเทรามากเลยค่ะ อยากให้ฟื้นฟูแบบเมื่อก่อนนี่ค่ะ ฝากด้วยนะค่ะเร่งมือนิดหนึ่งค่ะขอบคุณมากค่ะ
พ่อค้า:ช่วยบอกนายกฯด้วยครับ และก็กระทรวงพาณิชย์บอกด้วย บอกว่าประชาชนซื้อหมูตอนนี่ค้าบ่นกันแพง ค้าขายก็ขายกันไม่ได้ กับข้าว กับปลานี่ คนจ่ายกับข้าวมาก็บอกว่าหมูทำไมแพงนักไม่มีการแก้ไขหรือย่างไร และอีกอย่างบอกนายกฯด้วยว่ารับๆ หน่อย ประชาชนสำคัญที่สุดเลย

พ่อค้า: ขอฝากนายกฯ หน่อยครับ เรื่องราคาหมูนะครับ ตอนนี้ราคาแพงมากเลยครับ ประมาณโลละ 120 ขอฝากนายกฯ เรื่องราคาหมูตรงนี้ด้วยครับ เพื่อประชาชนเป็นกำลังใจให้นายกฯทำงานครับ

นายกฯ: ขอบพระคุณทั้ง 4 ท่าน ท่านผู้ชมคงเคยเห็นนะครับว่า เคราะห์ดีนะครับผมพูดไว้เมื่ออาทิตย์ที่แล้วว่าวันนี้สาระคดี ประจำสัปดาห์ของผมคือ แก้เศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ ตั้งใจจะมาพูดนะ และก็แสดงความเห็นมาหลายทีหลายทางมาแล้วันนี้จะพูดกับประชาชนทั้งประเทศครับ ก็ทางกระมประชาสัมพันธ์เขาก็เก่งนะครับ ก็ไปหา แค่เขาฟังตรงนั้นเท่านั้นครับ จะถามพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้มีการเมคอัพนะครับไปถามแล้วก็เอามาสัก 4 รายการ นี่แหละครับความทุกข์เรื่องสินค้าราคาแพงผมจะบอกให้ฟังครับ สินค้าจะราคาแพงได้ครับแต่ต้องแพงโดยมีเหตุผล โดยมีสัดส่วนของความแพง เวลาน้ำมันพืชมันขึ้นราคาไปทีขวดละ 4 บาทนี่ครับ หมูนี่ 100 หนึ่ง ขึ้นไป 120 ขึ้น 20% นะครับนี่คือทุกข์

ต่อไปนี้ผมจะคุยเรื่องสมุทัย ท่านผู้ชมต้องทนฟังหน่อยครับ ต้องทนฟังผมคุยเรื่องนี้ก่อนแล้วเดี๋ยวมรรคสุดท้ายนี่รัฐมนตรีพาณิชย์ได้กำหนดอะไรไว้อย่างไรจะคุยเรื่องสมุทัยคือเหตุ ที่ทำให้เกิดทุกข์ อยากจะเรียนอธิบายอย่างนี่ครับ เราคนไทยชอบเทียบ อะไรก็เทียบต่างชาติ ๆ เทียบไป เทียบมา เสมอเลยคราวนี้ก็สมควรอ้างครับ ต้องอ้างประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะเรื่องนี้ผมได้ไปเรียนหนังสือที่นั้นเมื่อ 40 ปีแล้ว ก่อนหน้าผมคนไปเรียนแรกๆ สงครามโลกเลิกก็ไปยัง 50-60 ปีที่แล้ว และก่อนหน้านี้สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่อเมริกาเขามีเงินใช้ เขามีอยู่ 6 เหรียญครับ แพงที่สุดของเขาคือ 1 ดอลล่าร์ และก็เหรียญ 50 เซ็น เหรียญ 25 เซ็น คนไทยไปอยู่เรียกเหรียญสลึง เหรียญ 10 เซ็นที่เขาเรียกว่าดายนี่ครับ และก็เหรียญ 5 เซ็น เรียกว่า นิเกิล และก็เหรียญทองแดงเขาเรียกว่า เพนนี เพนนีนี่เล็กที่สุดเป็นสีทองแดง และนิเกิลนี่ใหญ่กว่านะครับ มีใส้ข้างในด้วย 5 เซ็น ดายนี่เนื้อเนียนและบางเล็กเลย 10 เซ็น และเหรียญสลึงนี่เหมือนเหรียญ 5 บาทของเราเวลานี้แต่กลมนะครับ เสร็จแล้วก็เขามีเหรียญ 50 และก็เหรียญ 100 เหรียญหนึ่งเหรียญ เหรียญนะเขาเลิกแล้วเดี๋ยวนี้ไปอยู่ในบ่อนคาซีโนหมด ไปใช้เวลาแจ็คพอตมันไหลลงมา 50 เซ็นก็อยู่ในคาซีโน 25 เซ็นนี่ใช้หยอดเวลาทำสล็อตแม็กชีนอะไรต่างๆ

ผมจะพูดถึงเหรียญ 4 เหรียญ ผมศึกษาเรื่องนี้นี่คือไม่ได้ตั้งใจนักหนาแต่อ่านไปเจอ ๆ แล้วก็สะสมเอาไว้แล้วก็เอามาเล่าให้ท่านผู้ชมได้ฟังอย่างนี้ครับว่าอเมริกา 100 ปีก่อนเมื่อเขาออกเหรียญทองแดงมานี่ครับ เหรียญออกมา เหรียญ 6 เหรียญนี่มันอยู่กับประเทศเหรียญ 2 เหรียญหลัง 50 กับ 100 มันออกทีหลัง แต่ 4 เหรียญแรก 100 ปีก่อนใช้กันอย่างไรนี่ 60 ปีก่อนใช้อย่างไร มาถึงตอนผมไปเรียนหนังสือ 40 ปีก่อนใช้อย่างไร จนถึงวันนี้ใช้อย่างไร เอาตอนผมไปเรียนหนังสือตอน 40 ปีก่อน ซื้อ 98 ทอน 2 ซื้อ 97 ทอน 3 นี่แน่นอนเลยครับ ทำไม่คุยเรื่องอเมริกาก่อนก็เพราะวันนี้จะพูดเรื่องวิธีแก้เศรษฐกิจด้วยเศษสตางค์ นี่คือเศษสตางค์อเมริกัน คนอเมริกันมหาเศรษฐีของโลกเศรษฐกิจใหญ่โตมโหฬาร มีแบงก์ 100 แบงก์ 50 มีแบงก์ 20มีแบงก์ 10 มีแบงก์ 5 มีแบงก์ 1 เหรียญ แต่ก่อนมี 2 แต่เลิกไปแล้ว เชื่อไหมครับ 1 เหรียญที่เป็นธนบัตรนี่ ใช้กันทั่วไปหมดธนบัตรก็ใช้นะครับ เสร็จเรียบร้อยแล้วต้องมีที่เก็บเศษสตางค์ เสร็จเรียบร้อยแล้วธนบัตรใบละ 5 ใช้ ใบละ 10 ใช้ ใบละ 20 ใช้ คนอเมริกันจะพกธนบัตรเกินใบละ 20 ใบละ 50 ก็ไม่พก ใบละ 10 ก็ไม่พกแล้ว ธุรกิจอะไรต่างๆ พวกมาเฟียอะไรใช้ธนบัตรใบใหญ่กันชาวบ้านธรรดาจะใช้ธนบัตรไม่เกินใบละ 20 เขาทำของเขาอย่างนี้นะครับ 40 ปีก่อนเป็นอย่างไรเดี๋ยวนี้ไปอเมริกาเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น 40 ปีก่อนซื้อ 97 ทอน 3 ซื้อ 98 ทอน 2 และเราเห็นอะไรในอเมริกามาแต่ก่อนนี้ แต่ก่อนนี้เวลาซื้อไก่หนึ่งแพ็คราคา 1 เหรียญ 1 เหรียญคือ 100 เซ็น นะครับ จะเป็นน่องเป็นขาเป็นอะไรหนึ่งแพ็ค 1 เหรียญ วันหนึ่งไก่แพงเขาขายอย่างไรครับ 101 ขึ้น 1 เซ็น ครับ แปลว่าขึ้น 1% 100 เซ็นเป็นหนึ่งเหรียญนี่ ไก่หนึ่งแพ็คขึ้น 101 เขาไม่ใช้10.00เขาใช้ 101 เซ็น ขึ้น 1% ยังแพงอีก 102 103 104 เมื่อไหร่ไก่ขึ้น 105 ชาวบ้านจะรู้สึกแล้วว่าสินค้าแพงแล้วรัฐบาลอเมริกาทำไง เปิดดูรัฐบาลไทยทำก่อน

รัฐบาลไทยจะขึ้นเงินเดือนให้ใครต่อใคร ต้องประกาศเลยรัฐบาลลงมติแล้ว มิติ ครม.ออกมาวันนี้ ออกมติ ครม.แล้วตกลงตัดสินใจว่าให้ขึ้นเงินเดือนข่าวนี้ออกมาวันอังคาร วันพุธ ก็สินค้าขึ้นแล้วขึ้นกันตามใจชอบ พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไปอีกสัก2-3 เดือนใกล้จะเดือนตุลาตกลงได้ตัวเลขแล้วออกมาแล้วว่าสถิติออกมาคนนั้นได้เท่านี้ ๆ สถิติออกมาขั้นต่ำได้เท่านี้ ขั้นกลางได้เท่านี้ ขั้นสูงได้เท่านี้ แสดงตัวเลขออกมาพอเห็นตัวเลขราคาว่าใครได้เท่าไหร่จะขึ้น 5% 8% 4% รุ่งขึ้นสินค้าออกฉับฉับฉับขึ้นอีกแล้วสื่อก็บอกว่าจำเป็นต้องเสนอข่าว บอกจะขึ้นก็ต้องเสนอข่าว ขึ้นเท่าไหร่ก็เสนอข่าว พอวันที่ 31 ตุลาคม เอาอีกแล้วครับ รับเงินเดือนเดือนแรกวันนี้ข้าราชการรับเงินเดือนเดือนแรก เงินเดือนเดือนใหม่ราคาเท่านี้ ขึ้นอีกแล้วครับสินค้า บอกข่าวเงินเดือนจะขึ้น ราคาสินค้าขึ้น ขึ้นเท่าไหร่สินค้าขึ้น วันนี้ขึ้นแล้วสินค้าขึ้น 3 หนทำไมครับ โทษใครอย่างนี้ ที่อเมริกาเป็นอย่างไรครับ ไก่ขึ้นไป 105 แปลว่าสินค้าอาหารขึ้น 5% แล้ว

ขึ้น 5% แล้วเป็นไง ขึ้น 5% เขาเรียกว่าแพเช็ค เงินเดือนนะครับ ธรรมเนียมของอเมริกามีมาจนบัดนี้และยังไม่เลิกด้วยและคนอเมริกาก็ถือธรรมเนียมว่าเงินเดือนไม่ให้ใครรู้ เงินเดือนได้เท่าไหร่ไม่ให้ใครรู้ ถือเป็นความลับส่วนบุคคล ใครไปถามถือว่าเสียมารยาทอย่างยิ่งจนถึงวันนี้เงินเดือนใครก็เงินเดือนมันพอเขาปรับเงินเดือนเรารับแพร์เช็คเออได้เงินเดือนขึ้นเงินเดือนขึ้น 5% 8% เขาขึ้นทันทีเขาปรับทันทีครับ เขาทำกันเงียบๆ อย่างไรไม่รู้ ไม่มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าเงินเดือนขึ้น สินค้าขึ้นราคาถ้าเล็กน้อยเขาก็ไม่บ่นถึงนี้คือระบบของเขานะครับ เงินเดือนขึ้นแปลว่าจะมีเงินมากพอที่จะไปซื้อของพวกนั้นได้อะไรอย่างอื่นจะปรับเล็กปรับน้อยสุดแท้แต่ 1% 2% 3% 5% เขาเป็นของเขาอย่างนี้ครับ เขาเป็นของเขาอย่างนี้ตลอดๆ มาเลย
เขาเป็นของเขาอย่างนี้ครับ เขาเป็นของเขาอย่างนี้ตลอดๆ มาเลย และมีส่วนสนับสนุนอีกอย่าง ถ้าดูตามตำราอเมริกาเมื่อก่อน ย้อนหลังไปซัก 50 ปีก่อน 60 ปีก่อน 50 เลี้ยง 50 เป็นเกษตรกร 50 เป็นคนบริโภค 50 ต่อมาเขาเปลี่ยนเรื่อยครับ เกษตรกร 40 บริโภค 60 เกษตร 20 บริโภค 80 ต่อมาเกษตร 5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งประเทศมีเกษตรกร 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าคนบริโภค 95 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายคนอเมริกันเป็นไงครับ คนบริโภค 2 เปอร์เซ็นต์ คนบริโภค 98 แต่ว่าเขาใช้เครื่องจักรกลทุกอย่าง เขาเรียกว่าทำเป็นมาสโปรดักส์ ได้ประโยชน์ตรงนี้ครับ วันนี้คนไทยรายได้ประจำวันต่ำสุดผมให้ 200 บาท เงินเดือนได้ต่ำสุดวันละ 200 คนอเมริกันรายได้ต่ำสุดเท่าไหร่ 1600 บาท 8 เท่าครับ คนที่ได้เงินเดือนต่ำสุดในอเมริกา คือค่าแรงกรรมกรถูกสุด คนไทยได้ 200

วันนี้เข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต เข้าไปในตลาด เรียกซุปเปอร์มาร์เก็ต เพราะไข่ใส่เป็นโหล เป็นแพ็ค ไข่ไก่ 1 โหลในประเทศไทย ราคาโหลละ 30 บาท ลูกละ 10 สตางค์ เข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ชิคาโกวันนี้ โทรศัพท์ถามเท่าไหร่ 31 บาท คิดเป็นเงินไทยแล้ว 31 บาท เงินเดือนวันละ 1600 ไข่ไก่โหลละ 31 เงินเดือนวันละ 200 ไข่ไก่โหลละ 30 ทำได้ยังไง เขาทำได้แล้ว เพราะเขามีระบบ มีวิธีการ เพราะเขาเก็บเศษสตางค์ของเขาไว้ เพราะต้องทอนเสมอ โปรดย้อนมาดูเมืองไทยนะครับ เอาละย้อนไป 30 – 40 ปี ที่คุยเนี้ยนะเพราะท่านที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ยังพอนึกออก

ประเทศไทยข้าวแกงจานละ 3 บาท ใส่จานใส่อะไรก็แล้วแต่ ราคาชาวบ้านล่ะครับ 3 บาท ข้าวราดแกง 3 บาท วันดีคืนดีค่าครองชีพสูง ข้าวราดแกงราคาเท่าไหร่ครับ 3 บาท 10 สตางค์ 3 บาท สลึง 3 บาท 50 ..3 บาท 75 ไม่มีหรอกครับข้าวแกงขึ้น ขึ้นมาราคาจานละ 4 บาท 3 บาทขึ้นเป็น 4 บาท คนร้องโวยวายไหม ไม่โวยวายครับ ทำไมครับ

เศษสตางค์ตอนนั้นครับ เศษสลึงยังมี 50 ยังมี แต่ว่าเขาขึ้น 1 บาท ไม่มีใครทักท้วง แต่ว่าเขาขึ้นเป็น 4 เฉย ๆ ทราบไหมครับขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ 33 เปอร์เซ็นต์ อาหารขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นอเมริกาเกิดจลาจลแล้ว ของเราเฉยๆครับ 3 บาทขึ้นเป็น 4 บาท ดูนะฮะรำคาญเรื่องสตางค์จะเอา 5 บาทให้ได้ยังไงไม่ทราบ ข้าวมากหน่อย แกงมากหน่อยขึ้นเป็น 5 บาท ไม่มีใครว่า ข้าวแกงจาก 4 ขึ้นเป็น 5 ขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ครั้งแรกขึ้น 33เปอร์เซ็นต์ เผลอประเดี๋ยวเดียวขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็น 5 บาท ข้าวแกง 5 บาท เป็น 6 บาท ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ ข้าวแกง 6 ไป 8 ขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ ข้าวแกง 8 ไป 10 ขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว เผลอประเดี๋ยวเดียว 10 ไป 12 ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์ เผลอประเดี๋ยวเดียว 12 ไป 15 เปอร์เซ็นต์ 25 เปอร์เซ็นต์ 15 ไม่มีครับ 16 17 18 19 ไม่มีครับ 15 ไป 20 ขึ้น 33 เปอร์เซ็นต์ อีกแล้ว ข้าวแกงมาตราฐานอยู่ในตลาด 25 บาท จะขึ้นเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นเป็น 30 บาท ขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์อีกแล้ว ตรงนี้ท่านดูเถอะครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับราคาข้าวแกง

ระยะเวลาที่ผ่านมา 30 ปีที่ว่าเนี้ย ข้าวแกงขึ้นจาก 3 บาท มาเป็น 30 มัน 10 เท่านะครับ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าท่านโปรดดูพ่อค้าแม่ค้าข้าวแกงอย่าว่าผมแล้วกัน ต่อไปนี้เป็นความจริงที่ปรากฏขึ้น ย้อนลงไปหน่อยเอาตอนที่ว่าข้าวแกงจานละ 20 แล้วข้าวแกงบอกว่าอันโน้นแพง น้ำมันแพง แก๊สแพง ขึ้นมาเป็นจานละ 25 ถามว่ายุติธรรมกับผู้บริโภคไหมขึ้นมาทีเดียว 25 เปอร์เซ็นต์ โปรดดูนะครับ สินค้าเวลานั้นถ้าดูกันจริงๆ เครื่องปรุงอะไรทั้งหลายทั้งปวง วันหนึ่งเครื่องปรุงอาจจะจ่ายแพงจนเหลือ 50 บาท แม่ค้าขายข้าวแกงเฉลี่ยขายวันหนึ่งได้ 100 จาน แม่ค้าลงทุน แม่ค้ามีกำไรพอสมควร วันหนึ่งข้าวของแพงขึ้นแทนที่จะได้กำไรซัก 50 บาท มันหดไปเพราะของแพง 50 บาท ถ้าหากเป็นความเป็นธรรมเนี้ยนะครับ ถ้าแม่ค้าขึ้นข้าวแกงจานละ 1 บาท คือ ขาย 21 แม่ค้าก็จะขายได้ข้าวแกง ขายได้ 100 จาน วันหนึ่งแม่ค้าก็ขายได้กำไรกว่าธรรมดา 100 บาท แล้วก็ไปจ่ายค่าแพง ค่าแก๊ส ค่าแพงอะไรอีก 50 บาท เอาไว้ไปซื้อของอะไรที่แพงขึ้นด้วย นี่คือความเป็นธรรมถามว่าอย่างเนี้ย

ความเป็นธรรมอย่างเนี้ยมันเกิดได้ไหมครับ มันต้องเกิดได้ถ้าหากเรามีเศษสตางค์สำหรับถอน ถามว่าเหรียญบาทเป็นเศษสตางค์ไหมครับ เป็นเหรียญตั้งบาทแต่นับเป็นเศษสตางค์ก็ได้ เมื่อตอนที่มันมีเหรียญสลึง เหรียญ 50 เนี้ย เดี๋ยวนี้สตางค์หนึ่งก็ยังไม่เลิกใช้นะครับ เขาเอาไว้ใช้แสดงว่าเงินกงหนึ่งมันเท่าไหร่ ๆ แต่สลึงกับ 50 สตางค์ยังพอคิดกันอยู่ได้อยู่ในตลาดซุปเปอร์มาร์เก็ต เขาใช้เครื่องออกมาเป็ทศนิยม .25 .50 .75 ไม่เป็นปัญหา นั่นแหละความเป็นธรรมพอมี แต่ว่าเหรียญ 1 บาท คนไทยมาคิดวันนี้นะครับ แล้วเทียบกับอเมริกา เมื่อ 100 ปีก่อน เมื่อ 50 ปี ก่อน เมื่อ 40 ปีก่อนที่ผมไปเรียนหนังสือ

ถ้าคิดวันนี้ ถ้าไอ้เหรียญ 1 เซ็นของอเมริกัน คิดกันว่ากำลังเนี้ยของเหรียญไทยเล็กที่สุด มองเห็นได้ไหมครับเหรียญ 1 บาท ถ้าเราจะเก็บเหรียญ 1 บาทไว้ 5 บาทไว้ เก็บ 1 บาทไว้ เก็บ 5 บาทไว้ เก็บ 10 บาทไว้ เอา 3 เหรียญนี่แหละครับ และธนบัตรใบละ 20 บาทยังใช้อยู่ ใบละ 50 บาทยังใช้อยู่ ใบละ 100 บาทยังใช้อยู่ ธนบัตร 3 ใบ 20 , 50 , 100 เหรียญ 3 อัน 1 บาท 5 บาท 10 บาท ถ้าเราเก็บ 3 อันนี้ไว้ได้ ลองดูตอนแม่ค้าขึ้นราคา แม่ค้าขึ้นราคา แม่ค้าขายข้าวแกง 20 ก็ซื้อ 21 ถ้า 21 เท่าไหร่ ถ้าให้ไป 30 ก็ทอน 9 เหรียญ 5 1 อัน เหรียญบาท 1 อัน

บรรยากาศนี้เกิดได้ไหมครับ ผมบอกถ้าใครอยู่กรุงเทพฯ แวะไปดูที่ร้านนิตยา ร้านนิตยาที่ขายน้ำพริก เขาขายกับข้าวด้วยเขาทำเสร็จรวดครับ ที่ปากซอยรางบุตรี ถนนจักรพงษ์ ไปดูซิครับเหรียญบาทเต็มจานเลย คือเขายินดีทอนสินค้าก็แสดงว่าเขามีราคาสินค้าเขาถึงต้องทอนด้วยเศษสตางค์ เหรียญบาทกลายเป็นเศษสตางค์ที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ถ้าเก็บไว้ได้นะครับ ซื้อ 21 ก็ทอน 9 ซื้อ 26 ก็ทอน 4 เขาจับ เขาทอนอยู่ตลอดเวลา ผมเห็นแล้วผมบอกแหมผมจะเอาไปคุยให้ฟัง ที่ผมเห็นเหรียญบาทกองไว้อย่างนั้นมันน่าชื่นใจ แปลว่าเขาเต็มใจทอนครับ แปลว่าแม่ค้าถ้าขึ้นราคา ข้าวแกงขาย 20 ขึ้นเป็น 21 แม่ค้าขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ นะครับ ราคาอาหารขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ พอสมควรแก่เหตุ วันหนึ่งขาย 100 จาน ก็เพิ่มได้อีก 100 บาท ของทั้งหลายแพงขึ้นอีก 50 แม่ค้าไปซื้อของแพงอื่นอีก 50 นี่คือความเป็นธรรมในสังคม เรื่องอย่างนี้เราคิดกันบ้างไหมครับว่าเพราะเราเอาเศษสตางค์โยนทิ้งไป เพราะเราไม่เข้าเศษสตางค์ เพราะไม่มีความร่วมมือทุกฝ่าย และเพราะทางราชการเอง

ขอเล่าถึงเรื่องเศรษฐกิจ เป็นเศษสตางค์ให้ฟังอีกนิดหนึ่ง ท่านทั้งหลายที่อายุใกล้เคียงผม อ่อนแก่กว่านั้นท่านต้องนึกออก ไม้ขีดไฟบ้านเรานี่แหละครับ ไอ้นี่แหละครับเป็นตัวให้เห็นถึงเศษสตางค์หายไปแล้วเดือดร้อนยังไง ไม้ขีดไฟตอนผมหนุ่มๆเนี้ย ไม้ขีดไฟกลักละสลึงไปดูอัตราส่วนขายส่งกลักละ 18 สตางค์ คนขายได้ 7 สตางค์ มันจะเศษสตางค์ตอนนั้นไม่ใช้กันแล้ว ไม่หยิบกันแล้วก็ตาม แต่ว่าไม้ขีดไฟกลักละสลึงคนขายส่งขายกันมานานเลย ตราอีแปะ หรือตราพยานาค สลึงหนึ่งต้นทุน 18 ส่ง 18 ขายปลีก 25 กำไร 7 สตางค์ อยู่มาพักหนึ่งบอกหลายปีไม่ไหวต้องขึ้นราคาแล้ว เขาขอขึ้นราคายังไง เขาขอขึ้นราคา 4 สตางค์ คือ ขึ้นราคาจากขายส่ง 28 เป็น 22 ให้ขายปลีก 30 คนขายปลีกเคยได้ 7 ก็ได้เป็น 8 สตางค์ คนนั้นได้ 4 ทางนี้ ได้ 8 แล้วเป็นไงครับไม้ขีดไฟต่างกัน 30 ได้ไหมครับ ไม่ได้ครับ เพราะว่าสตางค์ที่จะทอนกันตรงนั้น ไม่มีจะถอนกันตรงนั้นแล้วครับ เขาขาย 3 กลัก 1 บาท ยุติธรรมครับ พออาศัยครับ 3 กลักบาท 33 สตางค์ขาย 30 เอากำไรไว้ 3 กลักบาท ไปไปมามาใครจะซื้อไม้ขีดไฟจริง 3 กลัก พวกสูบบุหรี่เยอะๆ เขาซื้อไม้ขีดไฟ ก็ต้องจุดกันอย่างนี้ ใครไม่ซื้อก็ต้องซื้อกลักเดียว กลักเดียวเอาเท่าไหร่ เอา 50 โดนเข้าไปอีกแล้วนะฮะ อยากซื้อกลักเดียวโดนไป 50 สตางค์ 33 ไม่มีสตางค์มาทอน ต้องเสีย 50 สตางค์

บัดนี้นะครับไม้ขีดไฟกากบาท ขึ้นราคาเท่าไหร่ ก่อนขึ้นจาก 50 ไม่ 75 ด้วยนะครับ ขาย 1 บาท ขึ้นราคา 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมันคิดไม่มีเศษสตางค์จะทอนกัน ก็เลยขึ้นกันแบบนี้ ถามว่าถ้าวันนี้เรายังเก็บเหรียญบาทของเราไว้ได้ แล้วผลิตเหรียญบาทออกมา ขอนินทาไอ้ความไม่เข้าท่า ไม่รู้ใครเป็นคนต้นคิด เหรียญบาท ทำเหรียญ 2 บาทออกมา เคราะห์ดีนะ ออกมาแล้วมันกระจายพอสมควร สับสนพอสมควร คนนับผิดนับถูก เสียหายกันไป ทำเหรียญ 2 บาท ทำทำไมเหรียญ 2 บาท ผมลงไปหาสาเหตุทำไม คือเขาบอกว่าตัวเปล่า คือไปซื้อจากเขาต่างประเทศ เราไม่ได้ผลิตเองมีแต่เกาหลีผลิตที่โน้น มันหลายประเทศในยุโรป ในเอเซีย เกาหลีเนี้ยผลิต ขายเหรียญตัวเปล่า เหรียญที่เราเลือกไว้แล้วเนี้ยเซ็นกว่าๆ 1 มิลลิเมตรซื้อตัวเปล่ามาถ้าสมมติ ซื้อมา 50 สตางค์เป็นตัวบาทก็กำไร ถ้าทำอย่างนี้ 75 สตางค์ก็กำไร บัดนี้ไอ้เหรียญตัวเปล่ามันขึ้นมาสมมติขึ้นมาซักมูลค่าบาทกับ 2 สตางค์

เขาคิดยังไง เอาเหรียญให้โตกว่าเหรียญบาทนิดหนึ่ง แล้วก็พิมพ์เหรียญเป็น 2 บาท แปลว่าคิดอย่างเดียว คือลงทุนในการทำสตางค์ คือหมายความว่าให้มีกำไรในการทำสตางค์ขึ้นมาอย่างนั้น คิดตรงนั้นเลยออกเหรียญ 2 บาท แปลว่าวัสดุโตขึ้นมานิดหนึ่ง แต่มูลค่าได้เป็น 2 บาท คิดแบบนี้นะครับ ขอประทานโทษนะครับ คือคิดแบบไม่คิดถึงอะไรในบ้านเมืองเลย ต้องที่อเมริกาครับ อเมริกาคิดยังไงรู้ไหมครับ ผมบังเอิญได้อ่านสารคดีเรื่อง 1 เพนนีของอเมริกา สมัยก่อนที่คอปเปอร์เนื้อทองแดงจริงๆ มูลค่าเท่านั้น ต่อมาทองแดงแพงขึ้นไหมครับ ทองแดงแพงขึ้นครับ แพงขึ้น แพงขึ้น แพงขึ้น คนอเมริกันทำอย่างไรครับ เขารักษาเหรียญอเมริกันอันนี้ไว้ โดยวิธีการใส่วัสดุอย่างอื่นที่มันที่มันถูกกว่าทองแดงลงไป ใส่ลงไปราคาก็ยังไม่เกินมูลค่า ก็แก้ไข สีก็ยังเป็นคอปเปอร์อย่างนั้นอยู่ แต่ว่าราคาไม่เกินมูลค่า เห็นไหมครับวันหลังเขาบอกราคาเกิน 1 เพนนีมาแล้ว แต่เขาก็ต้องผลิตเหรียญ 1 เพนนี เพื่อรักษาการที่ว่าซื้อ 98 ทอน 2 ซื้อ 97 ทอน 3

เห็นไหมครับคนอเมริกันมีความคิดไหมครับ เขาคิดรักษาราคาสินค้าด้วยการเก็บเศษสตางค์เอาไว้ แม้จะต้องแพงกว่าตัวนี้ แต่ตรงที่จ่ายแพงไป รัฐบาลจ่ายแพงไปเท่าไหร่ แต่ราคาสินค้าที่ไม่ขึ้นพรวดพราด มันคุ้มค่ากว่ากัน นี่คือวิธีความคิดของคนที่เขาคิด แล้วคิดของเราเลิกเศษสตางค์ แหมตอนคิด 1 บาทเป็น 2 บาท เพื่อจะรักษาว่า คือจะได้มีความสบายใจว่า ตัวราคามูลค่ามันไม่เกินกว่าราคาหน้าเหลือง เห็นไหมครับแม้ถ้ามันเกินมาหน่อยแล้วยังทำอยู่เนี้ย บาทสองสตางค์มูลค่า 1 บาท เราก็รักษาเสีย 2 สตางค์ 2 สตางค์ แต่มันจะทำให้เหรียญเนี้ยได้ใช้ คิดอย่างนี้ให้ฟังเพื่อจะบอกว่ามันยังไม่สายเกินไปนะครับ แต่นี้มาถึงตรงที่ว่าบอกถึงสมุทัยแล้ว สินค้าราคาถูกต้องดีแน่นอน นั่นแหละคือนิโรธ ทุกคนสบายใจ ไม่ใช่เรียกว่าถูกนะครับ เรียกว่ายุติธรรม เรียกว่าเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นบัดนี้รัฐมนตรีของผมชื่อมิ่งขวัญ อยู่กระทรวงพาณิชย์ เป็นรองนายกด้วยนะครับ ดำเนินการ คุณมิ่งขวัญไม่ได้หารือผมเลยนะครับ ดำเนินการทำเหมือนที่ผมคิด แล้วเพียงกระซิบบอกว่า ผมได้ดำเนินการแล้ว 33 รายการ ทำอย่างไรครับ ขอสนทนา ขอตรวจสอบ เพื่อที่ว่าน้ำมันพืชขึ้นทีละ 4 กระโดด 2 หน จาก 29 บาท กลายเป็น 40 บาท จะเป็น 50 บาท มันได้อย่างไรครับ มันอั้นมานานขนาดไหน อย่างไร ถ้ามันจำเป็นไม่ว่า แต่ว่าถ้ามันไม่จำเป็นล่ะ เพราะฉะนั้นดูซิครับ เพราะเขาคำนวณเวลาแก๊ส ขึ้นราคา แม่ค้าทำกับข้าวแก๊สขึ้นราคา เขาคำนวณเสร็จเลย ซึ่งก็ต้องน่าฟังครับ ข้าวจานหนึ่ง แก๊สขึ้นราคาตามที่ขึ้นมาใหม่เนี้ย เฉลี่ยแล้วข้าว 1 จานเนี้ย 4 สตางค์ ความแพงของแก๊สที่ขึ้นมันอยู่ในข้าวในจานที่ 4 สตางค์ แล้วอะไร อะไร กับข้าวกับปลาแพงขึ้น ถ้าหากมันแพงขึ้นซัก 1 บาท สมมติว่า 1 บาท แล้วเวลาขายก็ปรับราคาก็ขึ้นมา 2 บาท อย่างนี้ยังเรียกว่าพอเป็นธรรมครับ มันขึ้นมา 1 เราก็ทำเป็น 2 บาท เพราะคนค้าขายจะได้มีกำไรด้วย แต่นี้มันขึ้นมาอีกเป็นอีก 5 บาท อีก 3 บาทล่ะครับไปอยู่ในกระเป๋าของคนพวกนั้น 21 ไปเป็น 25 แม่ค้า ขายของซื้อของแพงไปวันหนึ่ง ขายของ 100 จาน ซื้อแพงไป 50 บาท ได้กำไรจานละบาท คือ 5 เปอร์เซ็นต์ จานละบาท 100 จานก็ได้ 100 บาท และของแพงไปวันนึงขายของร้อยจานซื้อแพงไป 50 บาทได้กำไรจานละบาทคือ 5 เปอร์เซ็นต์จานละบาทร้อยจานก็ได้ร้อยบาท ชดเชยความแพงก็ซื้อกับข้าว 50เอาไว้อีก 50 ไปซื้อของอื่นแพง นี่เป็นธรรมนะครับแต่แม่ค้าขาย 25 ขึ้นมา 25 เลยครับ แม่ค้าเสียแพง50แต่ว่าได้เงินวันละ100 บาทเพิ่มจานละบาทร้อยจานก็ได้ 500 บาทอย่างนี้เป็นธรรมกับสังคมหรือไม่ อันนี้แหละครับ คุณมิ่งขวัญได้เริ่มต้นไปดูการไปตรวจสอบการเจรจาความแค่เอามาดูกันเลยว่าได้เงินเท่าไหร่แล้วต้องให้ขึ้นเงิน ขึ้นก็ต้องให้ขึ้นนะครับ ต้องขึ้นครับแต่ว่าถ้าเผื่อนั้นต้องให้ความเป็นธรรม ในขณะเดียวกันเมื่อดูตรงนี้เสร็จแล้วก็ต้องดูรายได้ขึ้นและเราจะตกลงกันได้ไหมครับว่าสื่อสารมวลชน

ต่อไปนี้รัฐบาลจะปรับขึ้นราคาเงินเดือนไม่เป็นข่าวนี่ จะมีใครตายไหมครับที่โรงพิมพ์นี่ ที่ไม่เสนอข่าวว่าจะขึ้นเงินเดือนนี่คือมันช่วยสังคมไทย รัฐบาลจะปรับก็เรื่องของรัฐบาลว่าจะอยู่ในกระเป๋าทุกคน ถ้าไม่ได้พลาดหัวขึ้นเงินเดือนแล้วจะเป็นอย่างไรไหมครับนี่ผมขอประธานโทษครับเมื่อตระกี้เนี่ย วันนี้ตั้งครบบุคคลได้ ประเภทถามว่าถ้าไม่ได้พลาดหัวเงินเดือนขึ้นจะมีใครโรงพิมพ์ตายไหม ขอถอนเมื่อตระกี้เนี่ยเดี๋ยวว่าอีกนี่ก็เป็นแบบของผมนะครับคือว่าอดไม่ได้หรอกครับต้องพูดกระแทกแดกดันกันแบบนี้เขาคิดว่า ผมว่าหลายคนก็คิดใครเป็นผมก็ต้องอาจพูดแบบนั้นก็ถามขึ้นมาว่าประเทศอเมริกาล่มสลายเพราะว่าไม่เสนอข่าวเงินเดือนขึ้นมันไม่ล่มสลายเพราะไม่ขึ้นเงินเดือน ไม่เสนอข่าวเงินเดือนขึ้น 3 หน ทำไมประเทศอเมริกามันไม่ล่มสลายที่ว่าเงินเดือนเป็นความรับของแต่ละคน

ประเทศอเมริกานั่นนะครับสิทธิเสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใดเลยใครได้เท่าไหร่ใครไม่ได้เท่าไหร่คุณไม่ต้องทำอย่างอื่นแต่คุณเอาแพเช็คมาเปิดไม่ได้เลยว่าใครเขาได้เท่าไหร่ใครอ้างเท่าไหร่เราจะมีธรรมเนียมนี้ไหมละครับว่าต่อไปนี้เงินเดือนนั้นเป็นความลับ เงินเดือนเป็นความลับไม่เปิดเผยต่อสาธารณชนปรับปรุงเงินเดือนนั้นก็มีความเป็นธรรมข่าวขึ้นเงินเดือนไม่ต้องขึ้นละครับ 3 หนไม่ออกข่าวเลยอยู่ได้แน่นอนทุกคนครอบครัวอยู่ได้เลย เพราะราคาสินค้าจะขึ้นไปตามสภาพของมันไม่ต้องขึ้นและรายได้ก็จะปรับขึ้นมาตามสภาพที่ควรจะต้องปรับเห็นไหมละครับเราเก็บเศษสตางค์ของเราไว้และถ้าเรามีความเป็นธรรมมักหนทางที่จะปรับปรุงพื้นที่รัฐมนตรีมิ่งขวัญกำลังดำเนินการ 33 รายการผมจะตามดูอย่างใกล้ชิดนี่แหละครับคือวีธีแก้ปัญหา
อย่างเวลานี้เราอยากจะดูหมูขึ้นราคา ราคาจากกิโลละ 100 เป็น 120 ก็หมู เป็นข้างนั้นขึ้น 3 บาท หน้าฟาร์มมาถึงเราหมูซากหมูมันขึ้น 3 บาท แล้วทำไมมันถึงกลายเป็น 120 ตอนนี้ต้องดูนะครับคนขายตั้ง 120 ทุนมาเท่าไหร่ทำไมคุณเอาเท่าไหร่อันนี้แหละครับคือจะตามไปดูดูได้แน่นอนผมจะเล่าให้ฟังบางเรื่องบางอย่างต่างเป็นสารคดีประกอบครับอย่างหมูนี่ย ก่อนเนี่ยมีคนทะเลาะกันครับ เขาขายซากหมู ขายซากหมูหมูที่ทำมาแล้วและผ่ามาเสร็จแล้วกิโลละ 21 บาท 50 รัฐบาลกำหนดต้องขาย 21 บาท 50 ปรากฏว่าวิวัฒนาการของการ ค่ารายการเลี้ยงหมูเจริญก้าวหน้าในหมูหลังแอ่นเนี่ยละครับมันมันเยอะมันมีเนื้อแดงอยู่ 3 กิโลต่อมาวิวัฒนาการหมูหลังตรง มันมันน้อยมันถูก แต่เนื้อแดงมันแพง 43 เนื้อแดงเพิ่มขึ้น 10 กิโล บริษัทที่ผลิตขึ้นมาก็บอกจะขาย 23 รัฐบาลบอกว่าไม่ได้ และท่านผู้ฟังลองฟังดูนะครับ ซื้อหมูโลละ 21 บาท 50 เอา 1 ตัวไปขายได้กำไร 150 บาทแต่ว่าถ้าซื้อหมูโลละ 23 เอาโลละ 23 เอาไปขาย จะได้กำไร 450 บาท มันได้กำไรมากกว่ากัน 3 เท่า อย่างนี้เนี่ยถ้าสมมุติว่าให้เขาขายซากหมู 21 บาท 50 เป็น 23 ก็จะได้กำไร 450 เขาได้กำไรสักประมาณ 300 บาท

แต่ว่าผู้บริโภคก็จะได้ซื้อของแพงขึ้นนิดนึงแต่คนขายก็กำไรแพงขึ้นนิดหน่อยฟาร์มก็จะขายได้ เพราะว่าคนเลี้ยงก็จะเลี้ยงอยู่ได้ครับเพราะเขาขายได้ 23 คนมาขายก็ได้กำไรมากขึ้น แต่ว่าแทนที่ที่จะขายได้กำไร 450 ได้กำไรแค่ 300 คนบริโภคแทนที่จะต้องจ่ายแพงเขาก็จะจ่ายน้อยลงไปหน่อย อันนี้แหละครับคือความเป็นธรรมในสังคมที่จะทำให้เกิดขึ้นเรื่องที่เล่าให้ฟังนี่นะครับ บริษัทขายหมูเลิกเลยครับไม่ให้ขาย ขายโดนจับ เลยเลิกเลี้ยงเลย ตั้งแต่บัดนั้นมาก็จะฆ่าหมูทำหมูตั้งแต่ต้นชนปลายไม่ทำครับทำแค่ลูกหมู ขายลูกหมูตัวละ 500 บาท เลี้ยงต่อไปตามใจชอบ จับซากเซิกไปขายกัน และต้องบังคับให้ 21 บาท 50 เห็นไหมละครับ 21 บาท 50 บังคับให้เขาขายแบบนั้นเลี้ยงมาเสร็จสับเรียบร้อย ต้องขาดทุนอยู่ตรงนี้ เสร็จแล้วมาหากำไรอยู่ตรงนี้มันไม่ถูกต้องครับ ยังไงก็ไม่ถูกต้องทำให้มันเข้าที่เข้าทางตามระบบคำนวณให้ดูหมดเลยมีชาร์จให้ดูเลยว่ามีทุนเท่าไหร่ขึ้นราคาเท่าไหร่ขึ้นราคาต้องขึ้นได้อย่างมีเหตุผล

เมื่อตระกี้ทั้งหมดที่รับให้ฟังมาเนี่ยเรื่องไข่ไก่แม่ค้าขายไข่ไก่ต่าง ๆ เนี่ย อันนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องการอุปสงค์ อุปทาน เรื่องสับพลาย ดีมาล อย่างหนึ่งอย่างนี้ก็ต้องพูดกันให้ชัดเจนเลยตกลงจะให้เก็บอย่างไรแต่ก่อนตอนเด็ก ๆ กินไข่ทุกวันไม่ต้องไปหาหมอบอกกินไข่คนโตโตแล้วให้กินอาทิตย์ละ 2 ฟอง โอบางคนกินไข่วันละ 6 ฟอง 6 7 สี่สิบสอง กิน 42 ตัวใหญ่บระเริ่มเทิ่มยังไม่ตายแต่ว่าหมอบอกให้กินอาทิตย์ละ 2 ฟอง แต่ก่อนนี้กินไข่ทุกวัน วันละฟองไม่ต้องไปหาหมอ อันนี้ตกลงให้แน่นอนซิครับ ราคาไข่จะได้คงที่ผมเรียนแม่ค้าทั้ง 4 ผมรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่บอกไว้รับจะต้องมาดูเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องดูแลเรื่องนี้และจะต้องพยายามจัดการแก้ไขให้ได้และขอให้เชื่อเถอะครับว่าแก้เรื่องเศรษฐกิจ เศษสตางค์มากจริง ๆ เหรียญบาทขอให้เก็บไว้เถอะครับเพราะถ้าหากว่าข้าวแกง 20 เป็น 21 ให้มา 30 บาท ก็ทอน 9 ให้มา 25 ก็ทอน 4 ได้แน่นอนครับ
เรื่องอย่างนี้เนี่ยนะครับให้มันขึ้นได้แต่มันค่อย ๆ ขยับขึ้น ขึ้นเป็นคั่นและรายได้นั้นก็ควรจะดักหน้าอยู่กว่าและรายได้นั้นก็ควรจะเป็นความลับของแต่ละบุคคลที่ทำมาหาได้และแน่นอนครับคนเป็นรัฐบาลก็ต้องมีใจเป็นธรรมที่จะต้องปรับปรุงรายได้ให้ใครเท่าไหร่อะไร ๆ อย่างไร เรื่องอย่างนี้ก็ขอเรียนให้ทราบไว้นะครับว่างานในทางการเมืองเนี่ยก็ต่างคนก็ต่างเข้ามายกคณะยกทีมเข้ามาบางคนก็มาทีมเดี่ยว ๆ รัฐบาลก่อนมาทีมเดี่ยว ๆ รัฐบาลนี้มา 6 พรรคด้วยกัน นั่งกันเวลาปรึกษาหารือกันก็ต้อง 6 ความคิดเล็กบ้างใหญ่บ้างก็พยาบาลมีความคิดเท่าเทียมกันช่วยกันคิด ช่วยกันอ่าน ช่วยกันทำและในฝ่ายสื่อสารมวลชนทั้งหลายท่านก็คอยช่วยกันตรวจสอบไม่มีใครเก่งสุดยอดมาละครับแต่มันก็ไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดต้องหัวเราะเยาะเย้ยถากถางกันผมเรียนให้ทราบนะครับว่าเมื่อเวลามาคุย อธิบายความ

เรื่องนี้นะครับ รถไฟจะทำอย่างนี้ เรื่องนี่จะทำอย่างนี้ มีคนการรถไฟให้สัมภาษณ์เยาะเย้ยถากถางโง่เง่าพอพูดเป็นไปไม่ได้รถไฟราง 1 เมตร แต่สัญญากันแล้ว 6 ประเทศ เซ็นต์สัญญากันแล้วจะไม่ขยายจะมาขยาย นี่ไงผมบอกคิดแบบรถไฟก็คิดไปซิ ผมไม่ว่าผมยังไม่แตะต้องรางเก่าแต่ผมมีสิทธิที่จะทำรางใหม่ จะไม่เชื่อมกับประเทศไหนก็ตามแต่ไม่เชื่อมเวลานี้รถไฟมาเลเซียถึงกรุงเทพไหมมันก็วิ่งมาแค่บาดังเบซามาจ่อแค่นั้นกรุงเทพ สุไหงโก-ลก ก็มาจ่อตรงนั้นใช่ไหมครับรางไม่เท่ากันก็เปลี่ยนผู้โดยสารมาขึ้นรถของเราแล้วถามหน่อย จากพนมเปญเข้านักเหรอมายัน สงครามยังไม่เลิกชายแดนรถไฟไม่เชื่อมกันแต่รถไฟบอกไปเซ็นสัญญาบอกว่าจะผูกพันกัน 6 ประเทศใช้ราง 1 เมตรไปเซ็นไว้แล้วแล้วเราจะเจริญไม่ได้ถ้าเราจะพัฒนาของเราให้มันวิ่งเร็วขึ้นรถไฟบอกว่าทำไม่ได้เพราะเหตุไปเซ็นสัญญากับเข้าไว้ว่าต่อไปนี้ต้อง 1 เมตร แล้วคุณก็เอา 1 เมตรเก่าผูกไว้ผมจะทำใหม่ขึ้นมา เนี่ยนาทีสุดต่อไปถ้าหากว่ามันเร็วจริงเป็นประโยชน์จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เชื่อมกับใครเลยแต่บอกเซ็นต์สัญญากับเขาไว้ เนี่ยแหละครับเหตุ เหตุแห่งความไม่เจริญแสดงความคิดเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวเยาะเย้ยถากถาง นายกฯ สมัครโง่ จะแสดงใครเข้ามาจะต้องรถไฟ 1.435 ต้องคิดครับ ก็มันช้าแหงก ๆ ทำให้เร็วก็ต้องลานกว้างขึ้น บอกว่าไม่ได้เสียแล้ว ต้องได้ครับผมยืนยันว่าอย่างไรต้องได้คุยเรื่องอุโมงค์ผันน้ำทั้งท่าต่าง ๆ ผมบอกผมรู้จักแม่โขงแอนเนก ผมอธิบายความได้ชัดเจนผมไปกระทรวงต่างประเทศผมยังคุยเรื่องนี้แถมให้ฟัง ก็ๆไปคุยกับต่างประเทศเขาฟังความแล้วเหตุผลต้องจำนนด้วยเหตุผลยังจะมาอ้างอิงต่าง ๆ คือฟังความข้างเดียวแล้วจะมาพูดแปรบ ๆ

ผมไม่มีวันยอมหรอกครับ ผมต้องทำ แต่ที่มันน่าเสียดาย ไหนครับ ที่น่าเสียดาย ยังนับวันท่วน ยังเป็นรัฐบาลได้ไม่ถังเดือนเลยครับ ประชุม ครม. เพิ่งประชุมได้ 2 หน แค่นั่นเอง งานก็กำลังทำ กำลังว่าจะบอกทำอะไรอย่างไรบ้าง สื่อสารมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ฉบับนึงไม่ออกชื่อนะครับ ชื่อครึ่งไทยครึ่งฝรั่ง เขียนบทความด่าผม หยาบคาย ต่ำช้า พูดจาน่าเกลียด น่าชัง ผมเสนอโครงการพูดเป็น 3 โครงการเท่านั้นแหละครับ ใช้ชื่อบทความ 9 หมื่นพัน 9 พัน 999 โครงการ ของนายสมัคร ทำไมเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร คิดให้ฟัง 3 โครงการ ใช้ 9 หมื่น 9 พัน 999 โครงการ พอเริ่มคิดให้ฟังเท่านั้นแหละครับบอกกำหนดเลยครับวันนี้เสร็จ ๆ มีรัฐบาลไหนทำบ้างครับ แสดงความคิดให้ประกาศเลยว่าวันนี้เสร็จ ๆ ถึงจะเก่งจริงผมไม่เก่งหรอกครับแต่ด่าผมหยาบคายเสียหายที่ด่ามานั่นแหละครับมันน่าอายสำหรับวงการสื่อสารมวลชนทั้งหมด ว่านี่เหรอครับสื่อสารมวลชน สติปัญญาเพียงเท่านี้เหรอครับด่าเขาโดยยังไม่มีเหตุผล ด่าตั้งแต่ยังไม่ทำงาน พูดจาว่ากล่าวแบบชนิด มีหลายฉบับนะครับ ผมยังไม่อยากเอ่ยชื่อ ไม่อยากประกาศศัตรูกับใคร

ผมต้องการจะทำดีให้บ้านเมืองนี้ ผมต้องการจะคิดดีบ้างวันนี้ แต่ไม่บ่นไม่ได้หรอกครับ ผมต้องขอใช้สิทธิของผม ผมไม่ออกชื่อใคร แต่มีละครับ ผมอ่านทุกวัน มีเลยละครับเขียนบทความว่ากล่าวกันแบบไม่ดูตาม้าตาเรือตั้งใจจะด่าก็ด่า ตั้งใจจะว่าก็ว่า ตั้งใจจะเขียนก็เขียน แต่สมัยนี้ สมัยนี้ต้องมีอย่างที่ว่ารายการอย่างวันนี้แหละครับ ผมก็ทีละนิดละหน่อยจะบอกให้ฟังคนที่ทำอะไรไม่ดีจะได้รู้สึกเสียบ้างจะได้ไม่ทำอะไรตามใจชอบ ผู้อ่านก็ซื้ออ่านนะครับ แต่อายคนอ่านเขาบ้างนะครับ ด่าเขาโดยไม่มีเหตุผล หยิบยกอะไรมาไม่เข้าท่า ขนาดปีกเรือทั้งโคลนก็นึกถึงสุภาษิตคนโบราณเขาบ้าง ยังไม่ทันเสนอความคิดเท่านั้นแหละครับ ฉับ ๆ ดูหมิ่นดูแคลนกันแล้ว เยาะเย้ยถากถางกันแล้ว ทำไมละครับ ทำไมบ้านเมืองเราถึงเป็นแบบนี้ ผมต้องมาปรารบเอาไว้ แล้วจะต้องพูดในสิ่งที่ผมควรจะต้องพูด ใครบอกพูดทำไมพูดเสียหาอายัดไปเลยไม่อย่างนั้นหละครับผมยืนยันได้เลยว่าผมก็มีไมตรีดีกับสื่อสารมวลชนผมก็พูดจาให้ดี

ผมก็เรียนฝากไว้ได้เลยครับใครที่ตั้งอาสากันมานี่นะครับบอกว่าจะฟาดฟันทำให้สมัครตะบะแตก ไม่มีวันได้หรอกครับ คุณไม่มีวันได้ตามที่ตกลงกับเขาไว้หรอกครับไม่ได้หรอกครับ เพราะผมไม่มีวันทำให้สมประโยชน์อย่างนั้น ผมระมัดระวัง และผมก็รับอาสามาทำงานให้บ้านเมืองนี้ ผมเข้าตามตรอกออกตามประตูมาอย่างถูกต้องตามวิถีทางผมจะรักษาวิถีทางตรงนี้ไว้แล้วดูก็แล้วกันครับว่ามันจะไปได้ไกลสักแค่ไหน ยกไห้เวลาหมดละครับ ยังไม่จบนะครับ อาทิตย์หน้าก็มีเรื่องมาคุยอีก ผมจะหาเรื่องที่มาคุยแล้วเป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังที่อยู่ที่บ้านทั้งทางฝ่ายผมที่เป็นผู้ดำเนินการ

ลาก่อนละครับอาทิตย์หน้า 8 โมงครึ่งเช้าพบกันใหม่

สวัสดีครับ

ที่มา: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


0 ความคิดเห็น: